[SF]เหตุเกิดเพราะ....? (2/2)

posted on 01 Jan 2014 17:03 by junjung-yoosu

Title :[SF]เหตุเกิดเพราะ....?
Pairing : YooSu
Rate : NC 18+
By Rainbow story

 

“ยูชอน....ฉันจริงจังมากนะ....เมื่อคืนน่ะ...ฉันกับนาย....เราได้มีเซ็กส์กันป่ะ?”
 

“หืม?........” คำถามนั้นทำเอาร่างสูงหยุดคิดไปชั่วครู่ นึกสนุกอยู่ไม่น้อยที่ตากลมจ้องกลับมาอย่างคาดหวัง

“ก็....ไม่รู้สินะ....หึหึ...”  รอยยิ้มของยูชอนทำให้ร่างบางแทบอยากจะตั๊นหน้า เขารู้ว่ายูชอนจงใจกวนเบื้องล่างแต่คำตอบไอ้หมอนี่มันบอกชัดๆว่ามีเอี่ยวจริง

“....ยังไงก็เถอะ...นายช่วยทำเป็นลืมๆได้ไหม” คงเป็นครั้งแรกที่จุนซูจะเอ่ยคำขอร้องต่อไอกุ๊ยไร้อนาคตนี่ ....ก็เขามันมีอนาคตนี่นา....  ว่ากันตามจริงถึงเขาจะตกใจที่มันเกิดขึ้น แต่ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วเพราะเหตุการณ์มันเหมือนจริงเหลือเกิน

“จะให้กระผมลืมเรื่องที่ถาม  หรือลืมเรื่องเมื่อคืนกันแน่ล่ะ”

“จิ๊...ก็ทุกเรื่องนั่นแหละ” จุนซูจิ๊ปากให้กับความกวนบาทาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“ถ้าอยากให้ลืมจริงๆล่ะก็ เพิ่มคะแนนความประพฤติฉันให้เท่ากับของคุณท่านประธาน มาเป็นเบ๊ให้ฉันหนึ่งวัน แล้วก็ห้ามมายุ่งกับฉันแล้วก็ลูกน้องฉันอีก”

“ขอมากเกินแล้วนะ”

“ก็เพราะฉันจ่ายแพงน่ะสิ” ร่างสูงโน้มลงมากระซิบที่ริมหูบางแผ่วเบา “ฉันเก็บช่วงเวลาของเราไว้ด้วยน้า”

“ไอ้!...นายแบลคเมล์ฉันหรอ! ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าคนอย่างนายน่ะมัน....”

“เป็นอันว่าตกลง แล้วคืนนี้อย่าหลงมาที่บ้านผมอีกแล้วกันนะครับ คนสวย” ยูชอนฉุดมือบางขึ้นมาจุ๊บเบาๆแล้วยิ้มร่าเดินจากไปทิ้งให้ประธานตัวเล็กยืนกุมขมับอยู่คนเดียว  ....นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...อยู่ดีๆตัวเขาก็ไปนอนกับหมอนั่น...เสร็จแล้วก็โดนแบล็คเมล์....  มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ....

ร่างเล็กพากายมายังห้องทำงานประจำก่อนจะหยิบใบคะแนนความประพฤติขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะแล้วแก้ให้ตามเงื่อนไขของหัวโจกปาร์ค ยูชอนแต่โดยดี นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขากล้าแหกกฏถึงเพียงนี้  เมื่อแก้ไขเสร็จจู่ๆกระดาษตรงหน้าก็หายไปอย่างรวดเร็ว

“โอ้โหๆ ท่านประธานเริ่มใจอ่อนต่อปาร์ค ยูชอนแล้วสินะ” กระดาษไปอยู่บนมือคิม แจจุงนั่นเอง คนตัวเล็กแย่งคืนมาจากมือรองประธานคนสวยอย่างง่ายดายก่อนจะถอนหายใจ

“พูดเป็นเล่นน่าแจจุง ที่ทำไปก็เพราะมีเหตุผล...”

“เหตุผลอะไร?”

“เอาเป็นว่ามันมีแล้วกัน”

“ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ฉันอยากเห็นนายสมานฉันท์กับหมอนั่นมานานแล้ว” แจจุงมักจะชอบใจอ่อนกับเจ้าพวกนั้นอยู่เรื่อยโดยใช้เหตุผลที่ว่า ไหนๆก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็ต้องพาให้จบพร้อมๆกันสิ แต่...มันไม่ได้เป็นอย่างที่แจจุงคิด...ตอนนี้เขากำลังโดนข่มขู่อยู่ต่างหาก...

...คอยดูแล้วกัน...คืนนี้คิม จุนซูจะไม่หลับ!!!....

.

.

.

.

.

“จุนซู จะไปเรียนจริงๆหรอลูก” ผู้เป็นพ่อเอ่ยด้วยความเป็นห่วงขณะที่สายตายังคงจ้องไปตามถนน

“ผมไหวฮะ...” ร่างเล็กในสภาพอิดโรยพอควรนั่งจ้องมองออกไปนอกกระจกรถดังเช่นเคยรอบดวงตาขึ้นสีคล้ำเล็กน้อยจากการอดนอน 1 คืนเต็มโดยอ้างเหตุผลกับกับพ่อและแม่ว่ามีรายงานที่ต้องทำ ความจริงเขาใช้เวลาทั้งคืนครุ่นคิดสิ่งที่เกิดขึ้นและทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้หลับ

เมื่อถึงโรงเรียนร่างเล็กพาตัวเองไปยังห้องประจำ จุนซูตอนนี้เหมือนผีดิบเข้าไปทุกที เพราะเดินได้อย่างเดียว สิ่งอื่นไม่อยากตอบสนอง เมื่อก้นถึงเก้าอี้หัวก็ซุกลงโต๊ะทันที ใครที่เดินผ่านเข้าออกห้องล้วนแต่จ้องท่านประธานเป็นตาเดียวเนื่องจากหาได้ยากที่ท่านประธานจะนอนหลับคาหน้าที่เช่นนี้

แอ๊ดดดด เสียงประตูดังพร้อมๆกับร่างสูงในชุดนักเรียน ชายเสื้อหลุดออกมากองนอกกางเกงจนเป็นปกติ ในมือหนาหิ้วกระเป๋านักเรียนสีดำทรงเหลี่ยมแสนเบาหวิวมาด้วย เขายืนจ้องท่านประธานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้สันกระเป๋านักเรียนสะกิดที่หัวกลมเบาๆ

“นี่...ตื่นได้แล้ว...อย่าอู้จะได้ไหม...” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาทั้งที่ยังงัวเงีย

“มีอะไร?”

“ที่สัญญากันไว้  เบ๊หนึ่งวัน ลุก” ยูชอนปรายหางตาไปมองเหล่าคณะกรรมการนักเรียนที่กำลังจดจ้องการกระทำของเขาอย่างใจจดใจจ่อก่อนจะรีบดึงต้นแขนคนตัวเล็กแล้วพาเดินออกไปด้านนอกโดยเร็ว

“โอ๊ยย จะรีบทำไมเนี่ย ฉันไม่ได้ขายาวเหมือนนายน้า” เสียงหวานโอดโอยทั้งที่ตายังไม่ตื่นดี เมื่อโดนพาเดินมานอกตึก ร่างสูงก็ส่งกระเป๋าเบาหวิวให้ท่านประธานกอด

“ถือไว้ แล้วเดินตามมา”

กริ๊งงงงงง!!  เสียงออดของโรงเรียนดังเป็นสัญญาณให้เข้าเรียน ท่านประธานตื่นตัวเล็กน้อยกับการที่จะต้องโดดเรียนซะเอง

“นายกำลังโดดเรียน ฉันด้วย”

“ใช่ มีปัญหาอะไรหรอ เบ๊?” สรรพนามสุดท้ายทำให้คนตัวเล็กรู้สึกจี๊ดอยู่มิใช่น้อย ใบหน้าหวานบูดบึ้งแต่ขาสั้นทั้งสองข้างก็ยังคงก้าวเดินตามไปอย่างจำยอม

“นายจะไปไหน”

“เดี๋ยวก็รู้” ร่างสูงพาเดินมายังด้านหลังโรงเรียนซึ่งเป็นที่เงียบสงัดและลับตาผู้คน ณ จุดตรงนั้นเองที่เป็นที่เก็บของที่ใช้ในการตั้งเวทีจัดงานของโรงเรียน แท่นพื้นไม้ใหญ่ที่คลุมไปด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงตั้งตระหง่านอยู่ใต้ร่มไม้ ยูชอนทิ้งตัวลงบนแท่นไม้นั้นทันที   ร่างเล็กที่เดินตามมานั้นได้แต่นั่งกอดกระเป๋าพลางมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง

“อาจารย์ไม่เดินมาแถวนี้หรอกน่า” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะปิดเปลือกตาลง

“นายรู้ได้ยังไง”

“เก่ง...นายเองก็นอนได้นะ ที่เหลือตั้งเยอะแยะ”  ใบหน้าหวานยู่ลงกับคำตอบที่แสนจะกวนเบื้องล่าง

“ไม่อะ นายนอนไปเถอะ  ฉันไม่ใช่แบบนาย ฉันทำไม่ได้หรอก”

“อย่าเล่นตัวน่า ดูก็รู้ว่าง่วง” จู่ๆไหล่บางก็ถูกกดลงเป็นผลให้คนตัวเล็กหงายหลังลงไปนอนด้านข้างยูชอนพอดิบพอดี

ตากลมจ้องไปด้านหน้าปรากฏภาพใบไม้พริ้วไหวไปตามสายลม และแสงแดดที่ส่องลอดมารำไร จุนซูสูดหายใจลึกๆเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย

“เป็นไง บอกให้นอนแต่แรกก็ไม่เชื่อ” เสียงทุ้มไม่วายยังใช้ถ้อยคำกวนประสาทเช่นเคย จุนซูเบ้ปากตอกกลับเจ็บแสบ

“ก็ดีหมด ยกเว้นคนที่นอนข้างๆ” ...แต่มันก็สบายใจจริงๆล่ะน้า...

“เบ๊เอ๊ยยย”

“ฉันเกลียดคำนี้ของนายที่สุดเลย”

“เบ๊เอ๊ยยย”

“ไอ้นี่..” จุนซูเริ่มพูดคุยโดยไม่รู้สึกรำคาญแต่กลับสนุกเสียมากกว่าที่ได้ต่อปากต่อคำกับหมอนี่ เวลาผ่านไปหลายนาทีทั้งสองยังคงหาเรื่องเถียงกันไปมาไม่รู้จักจบจักสิ้น จนในที่สุดทั้งคู่ก็เริ่มเงียบ ต่างคนต่างอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง

“จุนซู ฉันอยากรู้มานานละ” จู่ๆเสียงทุ้มก็หนักแน่นขึ้นมาทันใด ทำให้ใบหน้าหวานเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

“อยากรู้อะไร?”  ร่างสูงพลิกตัวมาคร่อมร่างเล็กเอาไว้แล้วประกบจูบลงไปแบบไม่ให้คนตัวเล็กตั้งตัวได้ทัน ลิ้นหนาสอดเข้ามาในโพรงปากหวานกวาดชิมอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตากลมเบิกโต ฝ่ามือขาวยันที่อกแกร่งตามสัญชาตญาณแต่กลับพ่ายแพ้ต่อรสจูบของคนด้านบนจนอ่อนระทวย เมื่อริมฝีปากอิ่มกลืนกินจนหนำใจแล้วจึงยอมผละออกมาอย่างแผ่วเบา

“รสชาติดีกว่าในฝันหลายเท่าแฮะ” คนตัวเล็กด้านล่างหอบหายใจหนักและยังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่หาย ยูชอนยกยิ้มทะเล้นส่งมาให้คนตัวเล็ก

“หัวใจของนายเต้นดังชะมัด” จุนซูได้สติทันทีที่ถูกเอ่ยหยอกล้อ ดวงหน้าหวานขึ้นสีชมพูเรื่อก่อนจะขยำเสื้อของอีกฝ่ายที่เขาจับติดมือไม่ปล่อย

“..ขะ...ของนายก็ด้วย...” ตากลมใสแป๋วจ้องใบหน้าคมที่ส่งยิ้มมาให้อย่างไม่ละสายตา  ...จุนซูไม่เข้าใจเลย...พลางสงสัยว่าก้อนเนื้อในอกที่มันดังโครมครามตอนนี้มันอะไรกัน ถ้าเป็นถึงท่านประธานนักเรียนคิม จุนซูอย่างน้อยก็จะต้องตบหมอนี่สักฉาดไม่ใช่หรอ....

ร่างสูงเอนตัวลงไปนอนตามเดิมพลางเปิดประเด็นสำคัญ

“ฉัน..สงสัยมาตลอด ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นที่กลับบ้านไป...ฉันหาคลิปที่แบล็คเมล์นายไม่เจอ...แล้วที่ฉันจูบนาย...อา...ฉันถึงได้มั่นใจว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง”

“อืม” จุนซูเผลอพยักหน้าทั้งที่ยังนอนอยู่ ตอนนี้สติเขาไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่... ยูชอนเริ่มเล่าเรื่องที่พวกเขาสองคนทำอะไรลับๆล่อๆในตอนกลางคืนจึงได้รู้เดี๋ยวนี้เองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของทั้งสองคนมีส่วนเหมือนกันตรง 'เซ็กส์' แต่ก็มีส่วนแตกต่างกันหลายจุด

“ฉันคิดว่....”

“ฟี้....” ยังไม่ทันที่เสียงต่ำทุ้มจะเอ่ยจบจู่ๆเสียงกรนเบาๆก็ดังแทรกขึ้น เมื่อยูชอนหันไปมองคนข้างๆที่นอนหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เผยยิ้มบางออกมา พลางนึกขำที่ท่านประธานปากร้ายแสนเข้มงวดตอนนี้เหมือนลูกแมวขี้เซาไม่มีผิด ยูชอนยอมรับว่าจูบเมื่อกี๊นี้ทำให้ใจเขาเต้นแรงจริงๆ เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ถึงจะคบใครหลายคนเปลี่ยนแฟนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่มีใครที่ทำให้โลกของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมา

ร่างสูงลุกขึ้นมานั่ง มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล่องบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ปากก่อนจะควานหาไฟแช็คในประเป๋ากางเกงอีกข้างหนึ่งทว่ามือเล็กของคนหลับกลับฟาดลงที่ต้นขาเขาอย่างจังทำให้ร่างสูงสะดุ้งจนบุหรี่ที่คาบไว้ในปากกระเด็นตกลงไปกับพื้น สายตาคมกวาดไปจ้องที่ต้นเหตุที่ฟาดขาเขาเพียงเพราะเปลี่ยนท่านอนอย่างนึกโมโห แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อจ้องใบหน้าหวานที่หลับตาพริ้มนั่นทำให้ยูชอนละความคิดที่จะสูบบุหรี่ทิ้งไปทันที  

.....ก็น่าตาดูมีความสุขซะขนาดนั้นใครจะไปกล้าปลุกกันเล่า....

.

.

.

.

กริ๊งงงงงง  เสียงออดโรงเรียนดังขึ้นเป็นสัญญาณพักกลางวัน ในขณะนั้นเองที่เสียงนั้นทะลุเข้าโสตประสาทจุนซูจนตื่น ตากลมค่อยๆเปิดขึ้นพลางนึกได้ว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน จู่ๆขนมแซนวิสขนาดพอดีมือก็หล่นมาที่ไหล่บาง ขวดน้ำเปล่าถูกตั้งลงด้านข้าง

“กินซะ เที่ยงแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ย ร่างเล็กหันไปมองก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบแซนวิสขึ้นมาแกะกินทั้งที่ยังรู้สึกง่วงงุน เวลาผ่านมาหลายชั่วโมงหลังจากเขาหลับไป สายตาเรียวกวาดมองเศษขยะใหม่ที่ทิ้งอยู่รอบๆเป็นพลางนึกสงสัยว่าคนตัวสูงไม่ได้หลับไปด้วยแถมยังวนเวียนอยู่ที่บริเวณนี้ตลอดเวลาเลยงั้นหรอ จุนซูนั่งงับแซนวิสเพลินๆไปสักพักกลิ่นควันบุหรี่ก็ลอยมาแตะจมูกเล็ก คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองคนด้านข้างอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่เห็นแก่น้ำใจที่อุตส่าห์ซื้อของกินมาฝากเขาจะทำเป็นไม่สนใจก็แล้วกัน

“หลับเป็นตาย เมื่อคืนนายไม่ได้นอนเลยหรือไง” ยูชอนพูดทั้งยังพ่นควันบุหรี่เรื่อยๆ

“อื้ม ฉันอยากรู้ว่าถ้าไม่นอน มันจะเกิดอะไรขึ้น”

“แล้วเป็นไง”

“ก็ไม่มีอะไรไง...นายไม่อยากรู้บ้างหรอยูชอนว่าตกลงมันยังไงกันแน่” คนตัวเล็กหันมาถามจริงจัง ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ทำไมยูชอนกับเขาถึงได้ฝันเรื่องเดียวกัน พร้อมกันล่ะ ถึงจะยังฟันธงไม่ได้ว่าฝันก็เถอะ

“ไม่ใช่เรื่องจริงก็ดีแล้วน่า”

“แล้วคืนต่อๆไปล่ะ”

“ไม่รู้...อันที่จริง  เมื่อคืนฉันก็ไม่ได้นอน” ใบหน้าหวานทำตาโตราวกับนึกอะไรออก ถ้าหากเขาสองคนไม่ได้หลับหรือหลับไม่พร้อมกันมันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ยูชอนเผยยิ้มอีกครั้งกับท่านประธานที่ทำท่าทางได้น่ารักน่าแกล้งถึงขนาดนี้

“นี่..จุนซู...มานอนหลับพร้อมๆกันสักรอบไหมล่ะ?   บางทีอาจจะได้ท่าใหม่ก็ได้นะ”

“ไอ้บ้า!!  โรคจิต!” ไหล่แกร่งถูกฟาดดังเพี๊ยะจนรู้สึกแสบไปหมดกระนั้นใบหน้าคมยังคงยิ้มร่าที่อย่างน้อยก็ได้กวนประสาทท่านประธานหน้าหวานมือหนักคนนี้

“ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันว่าต้นเหตุมันน่าจะเป็นนั่น...” ยูชอนชี้ไปยังหน้าต่างกระจกใสของตึกชั้นเดียวตรงหน้าซึ่งตอนนี้ปิดสนิทและถูกปิดด้วยผ้าม่านสีขาวจากข้างในอีกชั้น  ซึ่งตรงนั้นเป็นห้องพยาบาลนั่นเอง  ร่างเล็กรู้สึกฉงนสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกัน   ยูชอนเริ่มเล่าเรื่องที่เขารู้ให้จุนซูฟังว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้

ยูชอนและแก๊งมานั่งเล่นตามปกติอยู่ที่บริเวณนี้ในตอนเย็นหลังเลิกเรียน จู่ๆก็ได้ยินเสียงคุณหมอในห้องพยาบาลกำลังพูดคุยกับใครบางคนด้วยอารมณ์โทสะรุนแรงจนเสียงดังออกมาด้านนอก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นพวกเขาเลยแอบนั่งซุ่มฟังอยู่ข้างกำแพง 

“ฉันบอกแกแล้วไง!! ว่ามันต้องใช้เวลา”

“ฉันยังไม่แน่ใจ น่าจะราวๆเจ็ดวัน”

“ฉันยังไม่เคยทดลองยากับใคร”

“ได้...โอเค...”

“บัดซบเอ๊ยย!!!!” 

ด้วยสัญชาตญาณของพวกเขาแล้วคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ แต่คิดซะว่าเรื่องมันไม่เกี่ยวกับเราก็พอ

“ใครจะไปรู้ว่ามันมาเกี่ยวกันได้” ยูชอนพูดไปขณะที่ยังพ่นควันบุหรี่อย่างไม่หยุดหย่อน ร่างเล็กรู้สึกไม่ชอบและเริ่มทนไม่ได้จนต้องเสหันหนีเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ยูชอนเห็นดังนั้นจึงขยี้บุหรี่แล้วโยนทิ้ง

"ขอบใจ" จุนซูรู้สึกขอบคุณจากใจจริงๆที่ยูชอนยอมทิ้งบุหรี่เสียที จะเหลือก็แต่เสื้อผ้ารุ่มร่ามที่ไม่ยอมอยู่ในกางเกงมันขัดลูกหูลูกตายังไงชอบกล

"เรื่องเล็ก" เสียงทุ้มตอบแบบกวนๆ ตาเรียวหรี่มองด้วยความหมั่นไส้

“ชิ.......ที่...ฉันพอจะรู้เกี่ยวกับคุณหมอก็คือ คุณหมอเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาแต่ไม่รู้สาเหตุอะไรทำให้ย้ายมาอยู่ที่นี่” เรื่องราวเริ่มโยงเข้าหากันอย่างง่ายดาย ยูชอนจ้องใบหน้าหวานทำทีเอาจริงเอาจังจึงรีบเอ่ยห้าม

“เลิกคิดซะ มันไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างเราจะเข้าไปยุ่ง”

“นายรู้อะไร”

“ไม่รู้  ถ้าไม่รู้ยังจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ?” ใบหน้าคมหันหน้ามาด้านข้างประจวบเหมาะที่ทำให้ทั้งสองมองหน้ากันครู่หนึ่ง นัยน์ตากลมของจุนซูเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นส่องประกายแววววาวเหมือนเด็กกำลังจะได้ของเล่นใหม่ เห็นดังนั้นยูชอนก็ถอนหายใจยาว

.....ให้ตายเถอะ......

.

.

.

.

.

ฟึ่บๆ เสียงเสียดสีของกระดาษในลิ้นชักโดยฝีมือท่านประธานตัวเล็กที่กำลังค้นหาข้อมูลบางอย่างที่สามารถจะเชื่อมโยงได้อีก จุนซูรู้สึกราวกับว่าตนเองกลายเป็นโคนันไปแล้ว

“เจออะไรบ้างหรือยัง” เสียงทุ้มเอ่ยถามมาจากข้างหลัง

“ยังเลย เอ๊ะ อันนี้อะไร...ไม่ใช่...” มือเล็กจัดแจงจัดกระดาษให้เหมือนเดิมให้ได้มากที่สุดก่อนจะรีบค้นต่ออย่างใจเย็น พวกเขารอเวลาที่อาจารย์ไปเข้าห้องน้ำแล้วฉวยโอกาสถือวิสาสะเข้ามาค้นของต่างๆในห้องโดยให้จุนซูเป็นหน่วยจู่โจม ส่วนยูชอนเป็นคนดูต้นทาง

“เอ๊ะ ยูชอนไม่กี่วันก่อนนายป่วยหรอ?” จุนซูเอ่ยถามขณะที่กำลังตรวจดูรายชื่อคนเข้าใช้ห้องพยาบาลในแต่ละวัน

“อืม ก็นิดหน่อย” ยูชอนตอบไปตามความเป็นจริง

“ปาร์ค ยูชอน ได้ยา พารา...วันเดียวกับฉันเลยนี่...คนอย่างนายป่วยเป็นด้วยหรอ?” ท่านประธานตัวเล็กเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย

“เพราะฉันเอาแต่คิดเรื่องนายน่ะสิ”

“คนอย่างนายเนี่ยนะปวด....เอ๊ะ....บันทึกผลการทดลองครั้งที่สาม...พบว่ามีอาการทางจิต ประสาทหลอน พูดไม่รู้เรื่อง...หลายบุคลิกภาพ...ระยะอาการสามวัน...บันทึกผลการทดลองครั้งที่สี่....ปกติ...ชักกระตุกยามหลับนอน....ระยะอาการ...”

“คุณหมอมาแล้ว!” ได้ยินดังนั้นคนตัวเล็กก็รีบจัดแจงเก็บเอกสารทั้งหมดเข้าลิ้นชักเหมือนเดิม จุนซูไม่ลืมที่จะขโมยหยิบยาจากตรงนั้นไปกระปุกละสองสามเม็ด ด้วยความรีบร้อนทำให้กระปุกหนึ่งหลุดมือตกพื้นเรี่ยราด ตากลมเบิกโตด้วยความตกใจ ร่างสูงรีบปรี่เข้ามาใช้เท้ากวาดกระปุกและยาทั้งหมดเข้าไปใต้โต๊ะอย่างลวกๆก่อนจะดึงคนตัวเล็กพาวิ่งไปยังหน้าต่างกระจกใส มือหนาข้างหนึ่งปาดผ้าม่านและอีกข้างออกแรงดึงกระจกใสที่ไม่ได้เปิดใช้มาเป็นเวลานานจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด คนตัวเล็กรีบเข้ามาช่วยดึงอีกแรงแต่ง้างได้เพียงเล็กน้อยไม่พอที่พวกเขาจะปีนผ่านออกไปได้ทำให้ยูชอนตัดสินใจดันหน้าต่างกลับเข้าที่เดิม

“แผนสอง” เสียงทุ้มเอ่ยตามแผนที่วางเอาไว้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นนี้

“ไม่เอา  แผนสาม” เสียงหวานเอ่ยขัดทั้งๆที่เวลาของพวกเขาแทบจะไม่เหลือให้เถียงกันก็ตาม

“สอง”

“สาม!!” จุนซูตอบแข็งกร้าวจนยูชอนถอนหายใจยอมทำตามคำตัดสินใจของท่านประธานก่อนจะรีบดึงมือเล็กพาเข้าไปอยู่ในตู้เคาน์เตอร์ที่มีซิงค์อยู่ด้านบนใช้สำหรับล้างอุปกรณ์ เสี่ยววินาทีที่มือหนาจะดันประตูตู้ปิดสนิท เสียงประตูเลื่อนของห้องพยาบาลก็ดังขึ้น ยูชอนอยู่ในท่านั่งพิงกำแพงชันเข่าขึ้นโดยมีคนตัวเล็กกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนพิงในอ้อมแขนแกร่งพอดิบพอดี พวกเขาแทบหยุดหายใจเมื่อได้ยินรองเท้าหนังเสียดสีกับพื้นกระเบื้องเข้ามาใกล้ก่อนจะได้ยินเสียงน้ำไหล...คาดว่าคุณหมอคงจะกำลังล้างอะไรสักอย่าง  ....ด้วยในสถานที่คับแคบทำให้คนตัวเล็กขยับได้ไม่มากนักและหัวกลมของท่านประธานนักเรียนซุกอยู่กับแผ่นอกของหัวโจกประจำโรงเรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้  กลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยมาแตะจมูกเล็ก จุนซูสูดดมอยู่พักหนึ่งพลางนึกว่าเพราะยูชอนเอาแต่สูบบุหรี่จนกลิ่นเหม็นกลบเขาถึงไม่เคยได้กลิ่นนี้เลย

ร่างสูงขยับเล็กน้อยเพราะรู้สึกจักจี้จากลมหายใจฟุดฟัดของคนตัวเล็ก และมันเริ่มไล้มาตรงที่ต้นคอจนมือหนาต้องออกแรงสะกิดหัวกลมให้เลิกทำอย่างนั้นสักที ใบหน้าหวานเงยขึ้นมามองโดยที่มีแสงส่องลอดเข้ามาทางซอกตู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ก็สามารถมองเห็นใบหน้าเรียบนิ่งของยูชอนอย่างชัดเจน

เสียงกุกกักจากด้านนอกทำให้พวกคิดว่าคุณหมอคงทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีอะไรที่น่าสนใจแม้แต่น้อย แผนแรกคือการหนีออกทางหน้าต่าง แผนที่สองคือแกล้งทำเป็นป่วย รับยา แล้วชิ่ง  แผนที่สามที่จุนซูเป็นคนคิดคือแอบอยู่ในตู้แล้วฟังทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะอาจได้ข้อมูลเพิ่มเติมพอคุณหมอกลับบ้านแล้วค่อยหาทางออกกันทีหลัง

“นายบอกว่าคิดเรื่องของฉันจนปวดหัว” เสียงหวานเอ่ยกระซิบจนคล้ายเสียงลมพ่นออกจากปากถามคำถามคาใจ ยูชอนขมวดคิ้วไม่เอ่ยตอบอะไรเพราะกลัวความแตกที่พวกเขามาแอบอยู่ในตู้นี้

“นายก็เลยต้องมาเอายาที่นี่ วันเดียวกับฉัน” เสียงหวานเอ่ยกระซิบเร่งเร้าอีก

“ก็นายมันจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง” ยูชอนเอ่ยตอบกวนประสาทตามฉบับ ใบหน้าหวานบูดลง จุนซูนึกอยากหยิกต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนี่ให้เขียวปั๊ดแต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยนักจีงใช้ถ้อยคำเสียดแทงให้เจ็บใจแทน  

“นายมันขวางโลกหาใครเปรียบไม่ได้” วินาทีนั้นเองที่แก้มใสถูกฉวยไปหอมเบาๆร่างเล็กทำได้แต่เอียงคอหนีตามสัญชาตญาณแต่ไม่มีทางเลยที่จะพ้นได้ ขณะนั้นเองแก้มอีกข้างก็ถูกสันจมูกโด่งฉวยไปอีกรอบ ดวงตากลมเบิกโตที่จู่ๆก็ถูกลวนลาม ซ้ำคนกระทำยังยกยิ้มกรุ่มกริ่มราวกับดีใจที่แกล้งเขาได้

“บอกแล้วว่าแผนสองดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบพร้อมกับยิ้มหน้าบาน อันที่จริงแล้วจุนซูทำให้เขาอยากแกล้งตั้งแต่แรกเห็น เพราะเป็นผู้ชายตัวเล็กหน้าหวานผิวขาวผ่องแต่ฝีปากกล้าไม่กลัวใคร ยอมเหนื่อยยอมเสี่ยงเพื่อกฏไร้สาระที่ไม่รู้ใครตั้งขึ้นมา ที่เขากวนประสาทท่านประธานอยู่ทุกวันก็แค่อยากจะสยบทิฐิอันสูงส่งของท่านประธานเท่านั้นเอง เขาอยากเอาชนะจนเกินไป แต่คนตัวเล็กก็ไม่ยอมลงให้สักที ยอมรับว่าไม่มีใครทำให้เขาปวดหัวได้ขนาดนี้มาก่อน

“ใจนายเต้นแรงอีกแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบเพราะเขาอยู่ใกล้กันเกินไปทำให้ได้ยินเสียงหัวใจชัดแจ๋วแถมยังอยากบอกให้ท่านประธานได้รู้สึกอับอายนับว่าเอาชนะไปได้ก้าวหนึ่ง กำปั้นน้อยๆทุบที่อกแร่งดังบึกแต่ยูชอนกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด แล้วร่างสูงก็ต้องแปลกใจที่จู่ๆคนตัวเล็กก็ยันตัวขึ้นแล้วประคองใบหน้าคมประทับริมฝีปากแดงลงไปในทันที ลิ้นเล็กพยายามรุกล้ำสอดเข้ามาในโพรงปากอิ่มอย่างตั้งใจ ยูชอนใช้ลิ้นเกี่ยวกระหวัดตอบสนองกลับอย่างง่ายดาย...เสียงแฉะเบาๆจากการดูดดึงกลีบปากหวานเกิดขึ้นเป็นระลอก...ไม่นานนักร่างเล็กก็ผละออกมาทรุดตัวลงซุกที่อกแกร่งตามเดิมก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างกล้าๆกลัวๆ...

“ทีนี้มันก็ดังเหมือนกันแล้ว” กำปั้นน้อยทุบลงที่อกแกร่งเบาๆเป็นเชิงตอกย้ำ สายตาจุนซูมันกำลังบอกว่า ‘อย่าคิดว่านายทำได้คนเดียวนะ’ ก่อนจะก้มลงไปซ่อนใบหน้าอันเขินอายอย่างรุนแรงเอาไว้ ยูชอนยกยิ้มพลางคิดว่าท่านประธานตัวเล็กช่างน่ารักอะไรอย่างนี้นะ พวกเขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีเสียงใดๆอีกนอกจากก้อนเนื้อในอกที่มันดังโครมครามอย่างหาสาเหตุไม่ได้   

“ฮัลโหล...วันนี้นะ...สองทุ่มตรง...ที่ริมแม่น้ำXXXX....ฉันไม่ตุกติก....ขอฟังเสียงลูกสาวฉันก่อน”

เสียงพูดคุยดังขึ้น ถ้อยคำต่างๆทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากโข งานนี้เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่ยูชอนคิดไว้จริงๆ ที่พวกเขาทำได้ตอนนี้คือได้แต่แอบฟังเงียบๆเท่านั้น

“ลูกพ่อ  เป็นอะไรไหมลูก  พวกมันทำอะไรลูกบ้าง..........ฉันไม่บอกตำรวจแน่นอน ขอให้ลูกฉันปลอดภัยก็พอ”

เสียงสนทนาหยุดลง แต่แล้วกลับได้ยินเสียงที่ไม่คาดคิด

แกร๊กก....

“อะไรเนี่ย....ใครมาทำหล่น...”

ยูชอนหายใจแผ่วนิ่งงันผิดกับร่างเล็กในอ้อมกอดที่ตัวสั่นระริก ฝ่ามือเย็นเฉียบ จุนซูตัดพ้อในใจมากมายที่ดันซุ่มซ่ามทำดระปุกยาหกเอาไว้

“เด็กที่ไหนมาทำหกไว้ เฮ้ออ”  เสียงต่อมาทำเอาชายหนุ่มทั้งสองใจหายแว๊บเลยทีเดียว

ครืดดด  เสียงประตูห้องพยาบาลเปิดและทุกอย่างก็เงียบสงัดลง ร่างเล็กค่อยๆขยับหันตัวอย่างระมัดระวังก่อนจะดึงประตูตู้ให้เลื่อนออกเพียงเล็กน้อยเพื่อแง้มดูภายนอก เมื่อแน่ใจแล้วว่าคุณหมอไม่อยู่จึงเปิดประตูอ้ากว้างจนสุดแล้วรีบคลานออกมาโดยมียูชอนตามออกมาติดๆก่อนจะเลื่อนตู้ปิด ทั้งสองรีบวิ่งออกมาจากห้องพยาบาล ขณะนั้นเองที่คุณหมอเดินหักมุมเลี้ยวมาปะทะกับพวกเขาพอดิพอดี จากท่าทางลุกลี้ลุกลนเปลี่ยนเป็นสงบเรียบร้อยโดยไว ทั้งสองเดินผ่านคุณหมอโดยที่ไม่ลืมที่จะโค้งคำนับงามๆคนละหนึ่งทีก่อนจะเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากเดินหนีมาที่ระยะไกลพอสมควรท่านประธานตัวเล็กก็กลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ปล่อยระเบิดหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ

"ฮิยะฮ่าฮ่าฮ่า ยูชอน เมื่อกี้ฉันใจแป้วเลยนะ  ยังกะในหนังแน่ะ" ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเท่านี้มาก่อน จุนซูหัวเราะไม่หยุดจนเหนื่อยหอบ ส่วนยูชอนก็ได้แต่อมยิ้มกับคนตัวเล็กที่เมื่อกี้ยังตัวสั่นเหมือนลูกแมวอยู่เลยแท้ๆ  

ในวันนั้นเองที่พวกเขารีบไปแจ้งตำรวจโดยมียาที่จุนซูแอบหยิบมาเป็นหลักฐานสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นยาที่มีส่วนผสมผิดกฏหมายจริง โดยทั้งคู่ให้การเท็จไปว่าบังเอิญได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์น่าสงสัยจึงแอบสืบดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ในคืนวันนั้นตำรวจบุกจับคุณหมอที่ริมแม่น้ำที่ทั้งคู่ได้ให้การไว้ โดยที่เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับมาเฟียกลุ่มหนึ่งที่บังคับให้คุณหมอผลิตยาผิดกฏหมายไว้ขายในตลาดมืดโดยจับลูกสาวของคุณหมอเป็นตัวประกันและขู่ไม่ให้บอกตำรวจ

ส่วนยาที่ยูชอนและจุนซูกินเข้าไปนั้นพวกเขาแอบถามนอกรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนได้ความมาว่า เป็นเพียงเพราะคุณหมอบังเอิญหยิบให้ผิดเท่านั้นเอง  ช่วงนั้นคุณหมอเกิดอาการเครียดสะสมบวกกับการเตรียมทดลองแทบทุกคืนจึงออกปากขอโทษนักเรียนทั้งสองคนอย่างรู้สึกผิด ยาออกฤทธิ์ได้เพียงสามวันเท่านั้น ถ้าหากไม่ได้รับยาติดต่อกันคงไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆนั่นทำให้พวกเขาโล่งใจ

ณ ระหว่างทางกลับบ้าน

"เฮ้ออออ จบๆไปสักที เนอะ..." เสียงหวานเอ่ยระบายอย่างอ่อนล้า ในเวลาค่ำเขาทั้งสองคนตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านซึ่งบังเอิญเป็นทางเดียวกันพอดีแถมระยะทางไกลพอสมควรจึงหาอะไรคุยไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรถวิ่งเข้ามาในเขตหมู่บ้านซึ่งอีกไม่นานจะจอดลงที่บ้านจุนซูก่อน  ยูชอนเห็นว่าเวลาของเขาใกล้จะหมดแล้วจึงรีบเปิดประเด็น

"จุนซู....ขอเบอร์หน่อยสิ" เสียงทุ้มเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง จุนซูกระพริบตาปริบนิ่งงันใช้สมาธิว่าหูเขาคงไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม

"...นาย...จะเอาไปทำอะไร..." เสียงหวานเอ่ยติดขัด

"เอาไปทำกิมจิมั้ง เบอร์นายเนี่ย" ยูชอนกวนประสาทแก้เก้อถึงเขาจะรู้ว่ามันแปลกที่จู่ๆคนที่กัดกันแทบจะทุกนาทีมาขอเบอร์กันแบบนี้ แต่เขาก็แค่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองเท่านั้น 

"ไม่-ให้" ใบหน้าหวานบูดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนขอแต่ดันไม่ยอมอ่อนข้อให้เลย

"ทำไม?"

"ก็นายยังไม่ตอบเลยว่าจะเอาไปทำอะไร" คำตอบที่ทำเอาร่างสูงกลืนน้ำลายอึกใหญ่เลยทีเดียว ยูชอนสูดหายใจลึกก่อนจะตอบทุกอย่างที่คิดทั้งหมดอย่างที่คนตัวเล็กต้องการ 

"ก็เอาไปโทรหา....เพราะอยากรู้ว่าทุกๆเวลานายกำลังทำอะไร  นายโอเคไหม นายกินข้าวเช้า กลางวัน เย็นอร่อยไหม นอนหลับสบายหรือเปล่า มีใครมารังแกนายทำให้นายไม่สบายใจไหม นายเหนื่อย...." พูดไม่ทันจบฝ่ามือบางก็รีบมาปิดปากไม่มีหูรูดจนมิด ที่ยูชอนเห็นมีเพียงใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงจัดอมยิ้มด้วยความเขินอายก่อนจะถอนฝ่ามือออก

"ไม่ให้ " เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าโดนจุนซูแกล้งจริงๆ และเวลาก็ช่างกระชั้นชิดเมื่อรถชะลอหยุดตัวลงแล้ว

"ฉันชอบนาย" เสี้ยววินาทีนั้นเองที่เสียงหวานเอ่ยสวนกลับมาราวกับรู้ทัน

"เดี๋ยวโทรหา" เพราะจุนซูเป็นประธานนักเรียนจึงมีเบอร์นักเรียนทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว

ร่างเล็กรีบร้อนเปิดประตูออกทิ้งให้ยูชอนนั่งยิ้มกับตัวเองพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารอเวลา

...เมื่อไหร่จะโทรมาน้าา...

.

.

.

.

เรื่องราวออกข่าวโด่งดังในเช้าวันต่อมาแต่ไม่มีชื่อพวกเขาสองคนปรากฏอยู่ในข่าวเลยเพราะเป็นประสงค์ของพวกเขาเองที่ไม่อยากวุ่นวาย จึงทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แอ๊ดดดดดดดด  เสียงประตูห้องคณะกรรมการนักเรียนถูกเปิดขึ้น มันจะปกติมากที่คนนั้นเป็นปาร์ค ยูชอนที่หิ้วกระเป๋าแฟ่บๆเดินเต๊ะจุ๊ยเข้ามาทำตัวกร่าง แต่วันนี้นับว่าแปลกอย่างเป็นที่สุดถึงที่สุดเมื่อคนนั้นเป็นปาร์ค ยูชอนนั่นแหละ แต่ไม่ใช่คนเดิม!!  

"เรียกมาถึงที่แบบนี้ แสดงว่าท่านประธานคิดถึงผมจนทนไม่ไหวใช่ไหมล่ะ" น้ำเสียงทุ้มนั้นเอ่ยกวนเช่นเดิมแต่แฝงไปด้วยความนัยลึกซึ้งกว่าที่เคย วันนี้ยูชอนอยู่ในชุดนักเรียนเต็มยศ เสื้อยัดลงในกางเกงเรียบร้อย แต่ในมือหนานั้นไม่ใช่กระเป๋ากลับเป็นดอกกุหลาบสีแดงสดบานสวยและไม่รอช้าที่จะยื่นส่งให้ท่านประธานตัวเล็ก  

จุนซูที่นั่งประจำตำแหน่งมองอย่างไม่ใส่ใจนักและไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้ไว้ก่อนจะวางลงบนโต๊ะทันที

"...ที่เรียกมาเพราะมีปัญหา มีเรื่องทะเลาะวิวาท นายก็คงรู้ตัว เอาเป็นว่าหักคะแนนให้ดูเลยแล้วกัน ไม่เอากระเป๋ามาเรียนอีกยี่สิบคะแนน" เมื่อเรื่องทั้งหมดถูกคลี่คลายยูชอนก็เปิดตัวด้วยการมีเรื่องทะเลาะวิวาทในตอนเช้าทันที ....ผมว่าหมอนี่คงไม่พัฒนาแล้วล่ะ... 

ตึก    

จู่ๆร่างสูงก็โค้งตัวเท้ามือทั้งสองข้างบนโต๊ะยื่นใบหน้าคมเข้ามาใกล้จนท่านประธานตัวเล็กที่กำลังเขียนใบคะแนนอยู่นั้นสะดุ้งเอนศีรษะกลมหนี

"แล้วบทลงโทษขอเป็นแบบสองต่อสองได้หรือเปล่า" ร่างเล็กจ้องแววตาคมที่แฝงเร้นไปด้วยความต้องการทำเอาท่านประธานต้องถอนหายใจเอ่ยตอกกลับอย่างไม่เกรงกลัว

"ไม่มีปัญหาอยู่แล้...อื้ออ!!" ยังไม่ทันจะเอ่ยจบริมฝีปากกล้านั้นถูกฉวยไปจูบอย่างดูดดื่ม ฝ่ามือเล็กออกแรงทุบอกแกร่งรัวแรงแต่ไม่เป็นผล ร่างสูงกลับประคองใบหน้าหวานให้รับรสจูบที่แนบแน่นขึ้นกว่าเดิม กว่าจะยอมปล่อยให้เป็นอิสระทำเอาคนตัวเล็กหอบหนัก 

"จูบกันผิดกฏแบบนี้ อย่าลืมหักคะแนนตัวเองนะครับท่านประธาน จุ๊บๆ" ร่างสูงยิ้มร่าทำท่าส่งจุ๊บปากจู๋แบบกวนๆมาให้ก่อนจะออกจากห้องไป ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดเพราะทั้งเขินและอายในเวลาเดียวกัน  

ติ๊ดดๆ  เสียงเครื่องมือสื่อสารดังขึ้นเป็นสัญญาณข้อความเข้า มือเล็กหยิบขึ้นมาเปิดดูก่อนจะอมยิ้มให้กับความบ้าบิ่นดื้อรั้นของร่างสูง

...ถ้าเรียนเสร็จเดี๋ยวผมโทรหานะครับ ที่รัก....

"ไอ้บ้า เอากระเป๋ามาก็ไม่บอกกันก่อน"

 

 

 

----------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

กรี๊ดดดดดดด ในที่สุดก็คัมแบควงการสักที><  คัมแบคเป็นช่วงๆนะจ๊ะ
 
ที่ผ่านมาน่ะมันไม่ว้างงงไม่ว่างจริงๆ   ยิ่่งอายุมากขึ้นยิ่งไม่มีเวลาว่างเล้ยยย
ว่าจะต่อเรื่องอื่นๆ  อีกหลายเรื่อง   แต่ว่าไม่ได้เอาโฟลเดอร์ที่แต่งไว้กลับบ้าน   ก็ลยตัดสินใจต่อเรื่องนี้แทน
 
 
 
 
 
 
 
ดิท
 
เฮร้ยยยยย   เผลอกดโพสทั้งที่เรื่องยังไม่เสร็จ  ใครเห็นบ้างยกมือขึ้นนน>///<  
อับอาย55+

 ดิทอีกที ลบฟิคเรื่องเก่าไปเยอะเลยค่ะ  เพราะมีเอ็นซี บร๊ะเจ้า  ฟ้าถล่มลุ่มทลาย  กลัวโดนแบนจ้า

แต่ยังโพสเรื่องนี้ภาคแรกอยู่นะ  พอสมควรแก่เวลาจะเอาลงนะคะ  อย่าพึ่งแบนหนู  สาธุ